ราคาทอง ผันผวน ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่

ราคาทอง ผันผวน ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่

ราคาทอง ในปีนี้มีความผันผวนอันมีสาเหตุเนื่องมาจากความวิตกกังวลกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และยังมีประเด็นสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นตัวเร่งให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญจะส่งผลต่อ ราคาทอง คำในระยะยาว ยิ่งประเด็นระหว่างรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อ และนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงขึ้น ย่อมส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในระยะถัดไปเป็นอย่างมาก และคาดว่าอาจทำให้ราคาของทองคำยังยืนอยู่ในระดับสูงต่อไปอย่างต่อเนื่อง การลงทุนทองคำจึงยังคงมีสัดส่วนในพอร์ตสูงขึ้นจากผลกำไรได้

                โดยข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ คือนักลงทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมากนัก ส่วนมากกำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหาย มีมืออาชีพคอยดูแลและบริหารจัดการให้ โดยมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างจากมูลค่าของหน่วยลงทุน เมื่อมีการสั่งขายหรือได้รับเงินปันผลจากกองทุน

ราคาทอง

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/illustrations/แท่ง-ทอง-บาร์-ทองคำแท่ง-สกุลเงิน-1744773/

   เรื่องควรรู้ก่อนลงทุนในการซื้อขายทองคำ

  1. โดยเฉลี่ยของทุก ๆ ปี ราคาทองคำมักขึ้นราคาในช่วงต้นเดือนมกราคม และต้นเดือนกรกฏาคม แต่มักจะลดราคาลงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ดังนั้นหากคิดจะซื้อทองในช่วงที่ราคาดีที่สุดคือเดือนกรกฎาคมและมกราคม นอกจากนี้ราคาทองคำยังไม่ค่อยลดลงต่ำกว่าราคาในช่วงเดือนมกราคม ดังนั้นหากปีใดที่ราคาของทองตกลงมาเท่ากับราคาของเดือนมกราคม โอกาสที่ซื้อทองแล้วขาดทุนจะน้อยมาก
  2. ราคาทองอาจไม่ได้รับการอัปเดตตลอดเวลา แต่อัปเดตเป็นช่วง ๆ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อหรือขายทองคำ หากพลาดโอกาสดี ๆ ไปชั่วโมงเดียว ก็อาจมีโอกาสขาดทุนหลายหมื่นได้ซึ่งขึ้นกับปริมาณการซื้อทองด้วยว่าเป็นจำนวนมากน้อยแค่ไหน จึงควรติดตามหน้าเว็ปไซด์ที่แสดงราคาของทองแบบ Real time เอาไว้ เพื่อให้ไม่พลาดโอกาสดี ๆ ในการลงทุน
  3. ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ในการลงทุนช่วงที่ตลาดผันผวนได้ โดยจะให้ผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์อย่างพันธบัตรรัฐบาล และให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับหุ้นในระยะยาวอีกด้วย เรียกได้ว่าหากถือทองคำเอาไว้สัก 10 – 20 ปี ก็จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่อปี 5 – 10% เลยทีเดียว
  4. กรณีมีเงินมากเพียงพอ แนะนำให้ซื้อทองแบบเป็นแท่งมากกว่าทองรูปพรรณที่กลายเป็นเครื่องประดับแล้ว เพราะราคาทองคำแท่งเวลาซื้อจะมีค่ากำเหน็จในการแปรรูปต่ำกว่า และการเก็บเป็นแท่งยังเก็บรักษาได้ง่ายกว่าทองรูปพรรณอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงถูกออกแบบให้เป็นรูปแท่งที่สามารถตั้งเรียงซ้อนกันได้
  5. การซื้อทองที่มีราคาทองสูง ยิ่งเสียค่ากำเหน็จน้อยลง แต่มีข้อเสียคือแบ่งขายลำบาก การหาคนซื้อต่อทำได้ยาก และมีโอกาสเจอของปลอมสูง เนื่องจากผู้ที่ทำทองปลอมมักจะทำออกมาในรูปแบบแท่งขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้มูลค่ามาก ๆ ดังนั้นการขายทองแท่งขนาดใหญ่มักถูกตรวจสอบก่อนซื้อ และย่อมตามมาด้วยค่าตรวจสอบที่จะถูกหักออกไป
  6. ราคาทองคำไทยเมื่อนำไปขายต่างประเทศ อาจโดนกดราคาได้ อาจเนื่องมาจากมาตรฐานทองที่แตกต่างกัน โดยทองไทยบริสุทธิ์ที่ 96.5% แต่ทองต่างประเทศบริสุทธิ์ที่ 99.99% ที่สำคัญหากสนใจนำไปขายที่ต่างประเทศควรเป็นทองที่มีแบรนด์ที่ได้รับการรับรองจาก LBMA หรือสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน
  7. กฎเหล็กในการซื้อ – ขายทอง คือซื้อทองที่ไหนควรขายที่นั่น เพื่อไม่ให้เจอปัญหาเรื่องการกดราคา
  8. การลงทุนทอง มีลักษณะเป็นทองคำดิจิทัลแล้ว การซื้อ – ขายคือการทำสัญญาเพื่อส่งมอบทองคำ โดยมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าค่ากำเหน็จค่อนจ้างมาก จึงมีโอกาสทำกำไรได้ทั้งใรช่วงที่ราคาทองเพิ่มหรือลด โดยมั่นใจได้ว่าเป็นทองคำแท้ ๆ อย่างแน่นอน
ราคาทอง

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/illustrations/กระปุกออมสิน-ทอง-เงิน-การเงิน-2889046/

แนะนำรูปแบบการลงทุนทองคำ มีลักษณะใดบ้าง

                การซื้อหรือลงทุนทองคำสามารถทำได้หลายแบบ จึงอาจเป็นการยากที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสียของการลงทุนทองคำแต่ละแบบ ดังนี้

  1. การลงทุนโดยตรงผ่านร้านค้าทองที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้การลงทุนทองคำมีโอกาสสร้างกำไรสูงสุด ผู้ลงทุนควรดู ราคาทอง ในตลาด และคาดคะเนความผันผวนที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต โดยปกติแล้วเมื่อ ราคาทอง คำสูงขึ้น 2 – 5% ก็มักจะเกิดการเทขาย ซึ่งการเทขายควรทำเมื่อมีทองคำเอาไว้แล้วประมาณ 10 – 20 บาทเป็นอย่างน้อย เพื่อความคุ้มค่าจากค่าธรรมเนียม และค่ากำเหน็จ
  2. การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ กองทุนรวมจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนในการนำเงินไปลงทุนกับทองคำแทนนักลงทุน ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ และการถือครองสิทธิ์เป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนควรทำการศึกษาให้รอบคอบ การลงทุนผ่านกองทุนรวมจะช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องเดินไปถึงร้านทอง แต่สามารถติดต่อการซื้อขายผ่านกองทุนที่ต้องการได้เลย การลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นวิธีที่ง่าย และใช้งบประมาณค่อนข้างน้อย ที่สำคัญไม่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการลงทุนด้วย เพราะแต่ละกองทุนจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องราคาทองและการลงทุนให้แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ หรือความผันผวนของราคาที่ต่างกันของร้านทองแต่ละร้าน โอกาสได้รับผลตอบแทนหลากหลายทั้งในรูปของเงินปันผล (ซึ่งมีภาษี ณ ที่จ่าย 10%) หรือในรูปของกำไรจากส่วนต่างของมูลค่าหน่วยลงทุน (Capital Gain) ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี

                ประโยชน์ที่ได้จากลงทุนกับราคาทองคำมีดังต่อไปนี้

  1. สร้างผลตอบแทนเมื่อราคาทองคำสูงขึ้น แม้ว่าในระยะสั้นราคาทองคำอาจผันผวนอยู่บ้าง แต่เนื่องจากธรรมชาติของทองคำเป็นทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด ทำให้ทองคำยังมีโอกาสที่ราคาจะสูงขึ้นในอนาคต
  2. ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาทองคำก็จะขยับตัวขึ้นตามไปด้วย ทั้งยังมีโอกาสที่ราคาของทองคำจะเพิ่มสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงลดลง
  3. การกระจายการลงทุนจะช่วยลดความเสี่ยง เนื่องจากผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในทองคำมักไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ ดังนั้นทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความอุ่นใจได้มาก

                มือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนในทองควรทำความเข้าใจก่อนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนได้ตลอดเวลา ขึ้นกับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก และนโยบายการเงินของธนาคารต่าง ๆ ทั่วโลก การลงทุนทองคำจึงมีความเสี่ยงได้เช่นเดียวกับการลงทุนในด้านอื่น ๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาให้รอบคอบ เพื่อตัดสินใจเลือกรูปแบบการลงทุนทองคำที่เหมาะกับตนเอง เงินที่ใช้ลงทุนควรเป็นเงินเย็น หรือเงินที่ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้จ่ายอะไร จึงไม่ต้องกังวลหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือความผันผวนของ ราคาทอง ที่รุนแรงแต่อย่างใด

ราคาทอง

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/photos/ทอง-บาร์-ความมั่งคั่ง-การเงิน-163519/

Credit By

www.tzsjyba.com

www.reviwecafe.com

www.atikahnorbaki.com

www.viapascher.com

www.karshenascenter.com

www.sildenafiloes.com

www.bakebaker.com

www.mixactivitys.com