สิ่งที่ควรรู้ ก่อนที่จะลงทุนใน หุ้น

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนที่จะลงทุนใน หุ้น

การลงทุนใน หุ้น คือการตั้งเป้าหมายในการลงทุน ไม่ใช่แค่การเล่นเก็งกำไรในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งกำไรที่ได้จะมาจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ แต่คือความมั่นคงในการลงทุนระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนที่ได้จากการเติบโตของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งเงินปันผล หรือมูลค่าของหลักทรัพย์ในอนาคต ดังนั้นสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยลงทุนในหุ้นมาก่อน ขอแนะนำให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมายเพื่อการลงทุนระยะยาวเป็นลำดับแรก อย่าคิดที่ซื้อขายเล่น ๆ เพื่อหวังกำไร เพราะอาจพลาดได้ง่าย ๆ

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/photos/ตลาดหลักทรัพย์-ชนะ-บูม-นักธุรกิจ-3087396/

ข้อควรรู้ก่อนเริ่มลงทุนใน หุ้น

  1. อายุเท่าใดจึงจะเล่น หุ้น ได้ ก่อนเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ธนาคารจะขอตรวจเอกสารบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อดูอายุของนักลงทุน ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าบุคคลที่บรรลุนิติภาวะบริบูรณ์จึงจะทำการซื้อขายหรือทำสัญญาต่าง ๆ ได้โดยไม่เป็นโมฆียะ แต่ในกรณีที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ สามารถเปิดบัญชีได้เช่นกัน แต่ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง
  2. เปิดบัญชีพอร์ตหุ้น ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง สำหรับเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการเปิดบัญชีพอร์ตหุ้น คล้ายกับบัญชีธนาคารทั่วไป โดยการบัญชีพอร์ตหุ้นที่ง่ายที่สุดคือบัญชีซื้อขายหุ้นแบบ Cash Balance ประกอบด้วยเอกสารต่าง ๆ คือบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หน้าสมุดบัญชีธนาคารที่จะใช้ผูกกับพอร์ตสำหรับการเติมเงินลงทุน หรือหากได้รับเงินปันผลก็จะถูกโอนเข้าบัญชีที่ผูกเอาไว้, หลักฐานทางการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน และเอกสารอื่น ๆ ตามที่โบรกเกอร์กำหนด
  3. ต้องใช้เงินลงทุนเท่าใดในการเล่นหุ้น เงินลงทุนขึ้นกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อ ซึ่งขั้นต่ำก็สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1,000 – 2,000 บาท เเละมูลค่าลงสูงสุดอาจถึง 1 ล้านบาทขึ้นไปก็ได้ เพราะเงินเพียง 1,000 บาท ก็สามารถเปิดบัญชีเพื่อทำพอร์ตหุ้นได้แล้ว ในการลงทุนระยะยาวและมีเงินทุนจำกัดอาจเลือกหุ่นที่มีราคาค่อนข้างสูงแต่ซื้อจำนวนหุ้นที่ลดน้อยลงแทน หรือเลือกหุ้นที่ราคาไม่สูงแต่ซื้อเป็นจำนวนมาก ๆ แทนก็ได้ ดังนั้นแนะนำว่าจำนวนเงินในการลงทุนที่น่าสนใจจะอยู่ประมาณ 10,000 – 30,000 บาท เพราะรองรับความเสี่ยงที่ไม่สูงมาก แต่ก็มากพอที่จะซื้อหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าได้
  4. สำรวจตนเองว่าเหตุใดจึงอยากลงทุนในหุ้น การสำรวจพื้นฐานของตัวเอง รวมถึงเป้าหมายในการลงทุนจะช่วยให้สามารถหารูปแบบ และวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้ ตัวอย่างเช่น ต้องการลงทุน และสร้างเงินเก็บให้ได้ 100,000 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ก็สามารถเริ่มลงทุนในระหว่างที่ทำงานประจำได้เลย หรือต้องการลงทุนเพื่อหวังเงินปันผล หรือลงทุนเพื่อเก็บสะสมเป็นเงินก้อน ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อเป้าหมายในการลงทุน จากนั้นให้นำเป้าหมายมาพิจารณาเงื่อนไข และเกณฑ์การยอมรับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นจากการลงได้
  5. รูปแบบการลงทุนในหุ้นที่สอดคล้องกับเป้าหมาย การลงทุนหลักทรัพย์มีหลายแบบ แต่สามารถแบ่งตามประเภทการลงทุนได้ 2 แบบ คือ
  6. การลงทุนในหุ้นพื้นฐาน เน้นคุณค่าของหุ้น หรือ Value Investing เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว และควรศึกษาพื้นฐานของหุ้นก่อนตัดสินใจลงทุน อาจใช้วิธีทยอยซื้อ หรือแบ่งเงินไว้ซื้อหุ้นจำนวนเท่ากันทุกเดือน เพื่อให้สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาเฉลี่ย
  7. การลงทุนเพื่อเก็งกำไร เป็นการลงทุนตามจังหวะของตลาดหลักทรัพย์ที่ย่อมมีขึ้นมีลง เพื่อใช้เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ และขายออกเพื่อทำกำไร เป็นการลงทุนระยะสั้น ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์เชิงเทคนิค นักบวทุนมักให้ความสำคัญกับราคา ผลตอบแทนที่ได้จากหุ้นคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ และราคาขาย เรียกว่า Capital Gain
หุ้น
  • ทำความรู้จัก หุ้น ให้ดีก่อนลงทุน ก่อนการลงทุนในหุ้นทุกครั้งควรทำการศึกษาก่อนว่าหลักทรัพย์ที่สนใจ ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างบทวิเคราะห์ ข่าวสาร ผู้บริหารคือใครมีวิสัยทัศน์อย่างไร และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งรู้มากก็ยิ่งดี เพื่อนำไปวางแผนในการลงทุนได้อย่างถูกต้อง ข้อผิดพลาดโดยมากคือการซื้อตามที่มีคนบอกมา ซึ่งจะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น หากซื้อมาโดยไม่ตรวจสอบ เพราะเชื่อใจคนที่บอก ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
  • ซื้อขายหุ้นผ่านทางใดได้บ้าง การซื้อขายหลักทรัพย์มักทำผ่านทางโบรกเกอร์เป็นหลัก โบรกเกอร์ก็คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขายหุ้นแทนนักลงทุน แล้วส่งข้อมุลการศื้อขายเข้าสู่ระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้คำสั่งซื้อขายดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ มีการชำระเงินเพื่อซื้อหุ้น และนำหุ้นเข้าบัญชีของนักเล่นหุ้นต่อไป แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อ หรือขายหุ้นผ่านทางเว็บไชต์ หรือแอพพลิเคชันออนไลน์ได้ด้วยตนเองโดยตรง นับเป็นวิธีที่สะดวกในการลงทุน ช่วยให้สามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างรวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย
  • เลือกประเภทบัญชีสำหรับซื้อขายหุ้น การเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นนั้นมีหลายประเภท ข้อแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่คือเปิดบัญชีเงินสด (Cash Account) หรือบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance/ Cash Deposit) ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับใช้หลักทรัพย์ หรือเงินทุนของนักลงทุนมาซื้อขายหุ้น นอกจากนี้ยังมีบัญชีมาร์จิ้น (Margin Account/ Credit Balance) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีความชำนาญแล้วระดับหนึ่ง เพราะเงินที่ใช้ซื้อหุ้นส่วนหนึ่งจะเป็นเงินกู้จากธนาคาร ที่นักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติมด้วย
หุ้น

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/photos/แผนภูมิ-การค้าขาย-หลักสูตร-1905225/

ข้อแนะนำสำหรับนักลงทุนในหุ้นมือใหม่

  1. การเลือกลงทุนให้เหมาะกับงบประมาณที่มี นักลงทุนในหุ้นมือใหม่ ไม่ควรลงทุนมากเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีอยู่ได้ และการขาดความชำนาญอาจทำให้ผิดพลาดได้ง่าย
  2. ผลประกอบการของบริษัทที่ต้องการซื้อ หุ้น ควรศึกษาว่ามีแนวโน้มของผลประกอบเป็นอย่างไร อัตราการเติบโตของบริษัทควรดีอย่างต่อเนื่อง และมีกำไรอย่างต่อเนื่องด้วย
  3. เลือกซื้อ หุ้น ของบริษัทจากความสามารถในการแข่งขัน บริษัทที่น่าสนใจในการลงทุน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่เสมอไป แต่ควรพิจารณาบริษัทที่มีความสามารถ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน
  4. เลือกบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต หรือเป็น Mega Trend ตัวอย่างเช่นการก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงพยาบาล หรืออาจเริ่มจากหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่นักลงทุนมีความเข้าใจดีอยู่แล้ว หรือกำลังทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เพื่อให้รู้แนวโน้มของธุรกิจนั้น ๆ ทำให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น